มะเร็งถุงน้ำ เกิดจากเซลล์ของถุงน้ำดี หรือท่อน้ำดีกลายเป็นมะเร็ง ถุงน้ำดี มีหน้าที่เก็บน้ำดีและทำให้น้ำดีมีความเข้มข้นขึ้น น้ำดีนี้สร้างที่ตับและมาเก็บกักที่ถุงน้ำดี หน้าที่ของน้ำดีจะทำการสลายหรือย่อยไขมันในลำไส้พบได้มากในผู้ป่วยที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป

สาเหตุ :

     – นิ่วในถุงน้ำดีและการอักเสบ 
     – เป็นก้อนเนื้อหรือซีสที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งท่อน้ำดีในอนาคต
     – ประวัติครอบครัว ผู้ป่วยที่ประวัติครอบครัวโดยเฉพาะพี่น้อง หรือพ่อแม่จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งถุงน้ำดี

 

อาการ :

     ผู้ป่วยมะเร็งถุงน้ำดีในระยะแรกเริ่มจะจะไม่มีอาการโดยมากจะทราบเพราะการผ่าตัดอย่างอื่นและพบโดยบังเอิญ ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยมะเร็งถุงน้ำดีจะมาในระยะสุดท้ายของโรค อาการที่สำคัญได้แก่ ไข้เจ็บชายโครงขวา บางรายอาจจะมีอาการดีซ่าน ตัวเหลืองตาเหลือง ท้องอืด น้ำหนักลด

 

การตรวจวินิจฉัย :

     – เครื่อง Ultrasound โดยใช้คลื่นเสียงตรวจทำใ้เกิดเสียงสะท้อนกลับมา หากมีเงาผิดปกติจะทำให้สงสัยว่าเป็นมะเร็งถุงน้ำดี 

    – การตรวจ computer ช่องท้อง การตรวจนี้ใช้เวลา 10-30 นาทีก็จะได้คำตอบ

     – การตรวจโดยใช้คลื่นแม่เหล็ก MRI (magnetic resonance imaging) scan ใช้เวลาตรวจประมาณ 1 ชั่วโมงและเสียงดังในระหว่างการตรวจ

     – การตรวจโดยการส่องกล้อง ERCP (endoscopic retrograde cholangio-pancreatography) วิธีการส่องกล้องแล้วสวนดีเข้าในทางเดินน้ำดี ซึ่งจะทำให้เห็นถุงน้ำดีและทางเดินน้ำดี

     – การฉีดสีเข้าเส้นเลือด Angiogram เนื่องจากถุงน้ำดีอยู่ใกล้อวัยวะเช่นหลอดเลือดจึงต้องฉีดสีเพื่อดูว่ามะเร็งมีการแพร่กระจายไปยังอวัยวะใกล้เคียง
     – การเจาะหน้าท้องเพื่อส่องกล้องเข้าไปดู Laparoscopy วิธีการนี้แพทย์จะเห็นอวัยวะภายในและถุงน้ำดี

ลักษณะของผู้ป่วยแต่ละราย :

     -ท้องโตเพราะมีน้ำในช่องท้อง
     -ท่อน้ำดีอุดตันทำให้ตาเหลือง

 

วิธีการรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบัน :

     – หากผู้ป่วยสุขภาพดีและโรคเป็นในระยะแรกเริ่มการผ่าตัดจะเป็นการรักษาหลัก 
     – การให้รังสีรักษามะเร็งถุงน้ำดี
     – โดยการใช้รังสีที่มีพลังงานสูงทำลายเซลล์มะเร็งการใช้เคมีบำบัด
     – หากเซลล์มะเร็งอุดกลั้นทางเดินน้ำดีแพทย์อาจจะใส่หลอดหรือที่เรียกว่า stent เพื่อระบายน้ำดี

การรับประทาน จีเฮิร์บ 

     เบื้องต้นจะช่วยบรรเทาอาการปวดบริเวณช่องท้อง ควบคุมขนาดก้อนเนื้อ และหยุดการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง จึงทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี และสร้างภูมิคุ้มกันให้ผู้ป่วยแข็งแรงยิ่งขึ้น

*** ดังนั้น การรักษาที่ดีที่สุด คือ ถ้ามีอาการจุกเสียด แน่นท้อง เบื่ออาหาร ให้สันนิษฐานว่าเป็น “มะเร็งตับ” เสียก่อน แล้วให้รีบไปหาหมอเพื่อทำการเอกซเรย์หรืออัลตราซาวด์ช่องท้อง (การทำอัลตราซาวด์สามารถตรวจอวัยวะได้ถึง 6 อวัยวะ เช่น ตับ ท่อน้ำดี ถุงน้ำดี ตับอ่อน ไต ม้าม )

(ผลการรักษาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล)